บทที่ 1 สรุปเนื้อเรื่องวรรณกรรมท้องถิ่น
เรื่อง
นกกระจอก (ท้าววรกิต-นางจันทะจร)
ท้าววรกิตกับนางจันทะจรเดิมแล้วเป็นนกกระจอกกลับชาติมาเกิดชาติที่แล้วได้ไปสร้างครอบครัวอยู่หนวดฤาษีในป่าจนทั้งสองได้มีลูกด้วยกัน
ฤาษีนั้นหากจะไล่หนีก็กลัวบาปเพราะคิดว่าถึงยังไงครอบครัวนี้ก็ได้ขอขออาศัยอยู่ด้วยแล้ว
นกกระจอกตัวผู้เลยต้องออกไปหาเหยื่อมาป้อนลูกกับเมียทุกวัน โดยทุก ๆ วันเมื่อได้เหยื่อแล้วก็จะรีบกลับ
อยู่มาวันหนึ่งนกกระจอกตัวผู้ก็ได้ออกไปหาเหยื่อตามปกติแต่หาอย่าไรก็ไม่ได้สักทีทั้งหิวทั้งห่วงลูกห่วงเมียที่ยังไม่ได้กินอะไรเลย
บินไปเรื่อย ๆ จนถึงสระบัว
ด้วยความหิวจึงบินลงไปซอนไซหาเหยื่อจิกกินเกสรจนเพลิน พอนึกถึงลูกถึงมียก็แดดแก่เสียแล้วรีบจิกคาบเอาเกสรไว้ที่ปากเพื่อจะเอาไปป้อนลูกกับเมียแต่ทันใดนั้นดอกบัวที่บานอยู่ก็ได้หุบอุ้มนกกระจอกตัวผู้ไว้
ในขณะที่ตัวนกกระจอกตัวผู้ถูกดอกบัวหุบเอาไว้นั้น
นกกระจอกตัวเมียก็ได้ตั้งหน้าตั้งตารอพร้อมความหิวและห่วงนางได้คิดไปต่าง ๆ นา ๆ
ว่าผัวของนางจะเป็นอัตรายหรือเปล่า หรือไปแอบนอกใจมีชู้ลืมลูกเมียที่คอยเหยื่ออยู่รังแล้ว
จะออกไปตามก็กลัวว่าลูกน้อยจะถูกกามาคาบไปกิน พอถึงเวลาดึกน้ำค้างลงลูกดอกบัวก็บานรับน้ำค้างนกกระจอกตัวผู้ถึงบินกลับรังเอาเหยื่อมาป้อนลูกกับเมียได้
แต่พอมาถึงนางนกกระจอกก็ไม่พูดไม่จา
แล้วหาว่าผัวตนไปนอกใจทั้งสองเลยทะเลาะกันจนมีปากเสียงไปเสียดสีฤาษีเข้า
ฤาษีจึงไล่นีให้ไปอยู่ป่าเลา
ทั้งสองก็ย้ายรังไปอยู่ป่าเลาพร้อมลูกเต้า
ถึงคราวเคราะไฟป่ามาจวนจะถึงรัง
แต่ถึงกระนั้นทั้งสองก็ยังไม่เลิกทะเลาะนางนกกระจอกเองก็ยังเคียดแค้นเข้าใจผิด
เลยตั้งสัจอธิษฐานว่า เกิดชาติหน้าขอเกิดเป็นคน
และไม่ขอพูดจากับชายใดเพราะจงเกรียจจงแค้นที่คำชายเชื่อไม่ได้ ส่วนนกกระจอกตัวผู้ได้ยินเช่นนั้นก็ตั้งสัจอธิษฐานว่าเกิดชาติหน้าให้ได้เป็นคนเช่นกัน
จะขอตามนางนกกระจอกไปถึงนางไม่พูดด้วยพี่ก็จะพยายามจนนางจะพูดกับพี่
จวนไฟไหม้มาถึงรังนางนกกระจอกได้กอดลูกน้อยไว้ให้ไฟไหม้ตายไปพร้อมกัน
ส่วนนกกระจอกตัวผู้ทนความร้อนไม่ไหวเลยดิ้นบินหนีแต่ก็ถูกไฟไหม้ต่าย ไม่ไกลจากรัง
ทั้งสองได้ไปเกิดเป็นลูกเจ้าเมืองยิ่งใหญ่
นางนกกระจอกไปเกิดเป็นนางจันทะจนลูกเจ้าเมืองที่เมืองบุญกว้าง ส่วนนกกระจอกตัวผู้ไปเกิดเป็นท้าววรกิตลูกเจ้าเมืองผาลาน ทั้งคู่รูปร่างงามยิ่งทำให้เป็นที่เลื่องลือ
แต่นางจันทะจรนั้นไม่ยอมพูดจากับชายใดแม้แต่พ่อของตน
จนทำให้พ่อของนางได้ประกาศว่าหากชายใดทำให้ลูกสาวยอมพูดด้วยจะยกในอภิเษกกับนางพร้อมยกเมืองให้ครอง
คนแล้วคนเล่านางก็ไม่ยอมพูดกับใคร
จนความงามของนางไปถึงหูท้าววรกิตทำให้ท้าววรกิตระลึกชาติได้ เลยอยากออกตามหานาง
ก่อนจะไปเจอนางท้าววรกิตก็ได้ไปร่ำเรียนวิชาเสกให้สิ่งของต่าง ๆ พูดได้เพื่อมาล่อให้นางจันทะจรพูดด้วย
แล้วตามหานางจันทะจรด้วยความคิดถึงความรักที่ยังฝังใจแต่ชาติก่อน
เมื่อถึงเมืองบุญกว้างก็ได้ขอเข้าไปพูดจากับนางจันทะจรตามประกาศของพ่อนาง
ใช้วิชาที่เรียนมาเสกของต่าง ๆ ล่อลวงให้นางจันทะจรพูดด้วยจนนางยอมเอ่ยปากและจำชาติได้
ทำให้ทั้งสองได้คู่กันอีกครั้งในชาตินีh
1.
ที่มาและความสำคัญของหนังสือ
หนังสือวรรณกรรมเรื่องนี้ชำระโดยพระอริยานุวัตร
(อารีย์) เขมจารี เรียบเรียงเป็นหนังสือขึ้นมาเป็นของศูนย์อนุรักษ์วรรณคดีภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
(วัดมหาชัย จังหวัดมหาสารคาม )
ในหนังสือเล่มนี้ใช้คำประพันธ์ประเภทคำกลอนอิสานเป็นภาษาอิสานทั้งเล่มในเนื้อเรื่องเด่น
ๆ จะเป็นการใช้สำนวนโวหารเสียดสีข้อดีข้อเสียของหญิงชาย และสอดแทรกคติธรรมไว้มากมาย
และเป็นเรื่องที่สร้างความเชื่อเรื่องเนื้อคู่อีกด้วย
2.
ประวัติของหนังสือ
พระอริยานุวัตร
ได้ชำระเรียบเรียงขึ้นเมื่อ วันที่ 14 พฤษภาคม 2513
ส่วนวันที่ตีพิมน่าจะเป็น
วันที่ 7 สิงหาคม 2513
พิมพ์ที่โรงพิมพ์ศิริภัณฑ์
ถนนหลังเมือง ขอนแก่น
บทที่ 2 การวิเคราะห์ชื่อและเนื้อหาในวรรณกรรม
1. วิเคราะห์ชื่อเรื่อง
วรรณกรรมท้องถิ่นเรื่อง
นกกระจอก( ท้าววรกิต – นางจันทะจร )
เป็นเรื่องราวของนกกระจอกที่กลับชาติมาเกิดเป็นมนุษย์
ชื่อสื่อความหมายโดยตรงสามารถรู้ได้เลยว่าเนื้อเรื่องต้องเป็นเรื่องราวของนกกระจอกแน่นอน
และมีการแฝง ชื่อคนในวงเล็บเพื่อให้น่าสนใจว่าในเรื่องอาจจะไม่ได้มีแค่เรื่องของนกกระจอกอย่างเดียว
ผู้แต่งอาจจะคุ้นชินกับนกกระจอกเป็นอย่างดีเพราะเป็นนกที่มนุษย์รู้จักคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี
อาศัยกระจายอยู่ทั่วไปตามป่าหรือชุมชนเมืองใหญ่ ๆ
2. วิเคราะห์แก่นเรื่อง
เป็นเรื่องราวของเนื้อคู่
ต่อให้เกิดกี่พบกี่ชาติเกิดเป็นอะไรก็เป็นคู่กัน เนื้อคู่ไม่ใช่ใครก็ได้
3. โครงเรื่อง
การเปิดเรื่อง
·
เป็นการกล่าวขอความเป็นศริริมงคลของผู้เขียน
การดำเนินเรื่อง
·
นกกระจอกผัวเมียคู่หนึ่งมาขอทำรังพักอาศัยอยู่ที่เคาอันยาวย้อยของฤาษี
·
หลายวันต่อมาตัวเมียได้ฟักไข่
·
ในขณะที่ตัวเมียฟักไขออกไปหาหาเหยื่อไม่ได้
ตัวผู้ก็ออกไปหาเหยื่อมาป้อนตัวเมีย
·
ฤาษีจะดึงรังออกทิ้งก็กลัวบาป
·
วันหนึ่งนกกระจอกตัวผู้ออไปหาเหยื่อแต่เช้า
ไปหาแมลกในดอกบัวบาน
·
พอสายแดดส่องบัวก็หุบห่อนกกระจอกตัวผู้ไว้
·
ส่วนตัวเมียก็เป็นห่วง
คิดมาก คิดไปถึงว่าผัวของตนไปแอบมีชู้
·
พอตกดึกเมื่อดอกบัวถูกน้ำค้างถึงได้คลายกลีบออก
นกกระจอกตัวผู้ถึงได้บินกลับรัง
·
คาบเหยื่อมาให้เมียแต่เมียกลับไม่กัน
ได้ทะเลาะกันมีปากเสียง
·
ตัวผู้พยายามอธิบายว่าไม่ได้นอกใจไปมีชู้
อย่าพูดกล่าวหาไปมันจะบาป
·
ตัวเมียเลยเลยแช่งว่าหากเป็นเช่นนั้นจริงให้พี่บาปตัวเท่าฤาษี
·
พอฤาษีได้ยินนกกระจอกกล่าวถึงตนก็ไม่พอใจ
·
กล่าวขับไล่ให้ครอบครัวนกกระจอกออกจากเคราของตนไปเสีย
·
นกกระจอกตัวเมียก็ชี้ว่าฤาษีนั้นเป็นคนบาปจริง
ๆ ถึงได้ออกบวชไม่มีลูกเต้าคอยดูแล
·
ฤาษีจึงคิดได้ว่าเป็นเหมือนที่นกกระจอกพูดจริง
ๆ
·
ฤาษีลาสิกขาออกไปสร้างครอบครัว
บอกให้นกกระจอกไปสร้างรังอยู่ป่าเลา
·
ครอบครัวนกกระจอกจึงออกไปสร้ารังอยู่ป่าเลา
อย่างมีความสุข
·
พอถึงเดือนสามเกิดไฟไหม้ป่า
ลามมาถึงป่าเลาที่ครอบครัวนกกระจอกอาศัยอยู่
·
ทั้งสองไม่กล้าทิ้งลูกเพื่อหนีไฟ
·
ก่อนตายนางนกกระจอกได้อธิษฐานขอให้ได้ไปเกิดเป็นคน
และจะไม่ขอพูดกับชายใดแม้แต่พ่อแท้ๆ
·
นกกระจอกตัวผู้บอกว่าทำยังไงพี่ก็จะพูดกับนางให้ได้
·
แล้วไฟก็ไหม้ทั้งสองและลูกน้อยตาย
·
ทั้งสองได้ไปเกิดเป็นลูกเจ้าเมืองอย่างสง่างาม
ชื่อท้าววรกิตกับนางจันทะจรอยู่คนละเมื่องกัน
·
นางจันทะจรตั้งแต่เล็กจนโตไม่ยอมพูดกับชายใดแม้แต่พ่อแท้ๆของตน
·
จนพระบิดาได้ประกาศว่าชายใดทำให้นางจันทะจรพูดด้วยได้จะยกนางจันทะจรให้พร้อมกับให้ครองเมืองและทรัพย์สมบัติ
·
ไม่ว่าชายใดจะมาจีบมาเกี้ยวพาราสีนางก็ไม่ยอมพูดด้วย
·
จนเรื่องไปถึงหูท้าววรกิต
ท้าววรกิตจำชาติได้
·
ท้าวรกิตออกไปเรียนวิชาเสกให้สิ่งของพูดได้กับฤาษี
·
ท้าววรกิตออกตามหานางจันทะจร
·
เล่าเรื่องอดีตชาติให้นางจันทะจรฟังโดยใช้กลอุบายว่าผู้หญิงเจ้าชู้
·
นางจันทะจรจำชาติได้เลยปริปากเถียงท้าววรกิต
·
พระบิดาเลยยกนางจันทะจรให้ท้าววรกิต
·
ทั้งสองปรับความเข้าใจกัน
การปิดเรื่อง
·
ปิดเรื่องด้วยคำกลอนบายศรีสู่ขวัญแบบอีสาน
ในงานแต่งงานของท้าววรกิตกับนางจันทะจร
·
กล่าวถึงพระบิดานนางจันทะจรน้อยใจที่ลูกไม่ยอมพูดด้วยเลยออกบวช
·
ท้าววรกิตกับนางจันทะจรก็ได้ครองเมืองสืบต่อไป
4.
วิเคราะห์ตัวละคร
ตัวละครหลัก
-
ท้าววรกิต
เป็นชายรูปงามหญิงใดเห็นเป็นหลงรัก เป็นคนฉลาดเฉลียว
เป็นลูกเจ้าเมืองชาติที่แล้วเป็นนกกระจอก
-
นางจันทะจร
เป็นลูกสาวเจ้าเมืองเป็นหญิงรูปงามเป็นที่ต้องตาของชายหนุ่ม
ไม่ยอมพูดจากับชายใดแม้แต่พ่อของตัวเอง ชาติที่แล้วเป็นนกกระจอก
ตัวละครลอง
-
ฤาษี
ผู้ให้นกกระจอกสองผัวเมียอาศัยอยู่ในหนวดตน
-
พ่อ - แม่ ท้าววรกิต
-
พ่อ นางจันทะจร
5.
ภาษา
เป็นการใช้ภาษาอีสานทั้งเรื่อง ประพันธ์เป็นคำกลอนอีสาน
เช่น อย่า แปงเอาอ้อย หาเลามาเปรียบ น้องเอย
ไผว่า เลามันหวานกว่าอ้อย เป็นฮ้ายบาปสิกิน นั้นแล้ว
6.
ฉากหลัก/ฉากลอง
ฉากหลัก
-
รังในหนวดฤาษีในป่า เป็นที่ที่นกกระจอกทั้งสองอาศัยและเป็นที่ที่ทะเลาะกันจนถูกไล่ไปอยู่ที่อื่น
-
ป่าเลา ที่ที่นกกระจอกทั้งสองถูกไปไหม้ตายกับลูก
เพราะเลาเป็นพืชที่ไวต่อการเผาไหม้
-
เมืองบุญกว้าง เมืองที่นางนกกระจอกไปเกิดเป็นจันทะจร
เป็นที่ที่ท้าววรกิตมาว่าวรจนได้ครองคู่กับนางจันทะจรอีกครั้ง
ฉากลอง
-
สระบัว ที่ที่นกกระจอตัวผู้โดนดอกบัวหุบไว้
-
ป่าในชาติที่ท้าววรกิตเป็นคน ไปเรียนวิชา
-
เมืองผาลาน เป็นเมืองที่นกกระจอกตัวตู้ไปเกิดเป็นท้าววรกิต
เป็นกล่าวถึงแค่ในเรื่องไม่ค่อยมีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้น
บทที่ 3
ความโดดเด่นของโครงเรื่อง
ความโดดเด่นของโครงเรื่องนกกระจอก ( ท้าววรกิต- นางจันทะจร )
โครงเรื่องการเปิดเรื่องไม่ซับซ้อนวุ่นว่ายนักเพราะกล่าวถึงนกกระจอกสองผัวเมียเลย
กราดำเนินเรื่อง ก็ค่อนข้างจะดีเพราะกล่าวถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ
ไม่นอกเรื่องให้เสียเวลาผู้อ่าน การปิดเรื่องเป็นไปด้วยความสมบูรณ์เพราะจบอย่างมีความสุขคือตัวละครเอกได้คู่กัน
ทั้งนี้การเด การดำเนินเรื่อง การ ปิดเรื่องจะไม่น่าอ่านเลยหากไม่มีความเด่นด้านภาษาคือเป็นการใช้คำกลอนอีสาน
ภาษาอีสานในการประพันธ์ มีสำนวนโวหารที่สนุกดึงความสนใจจากผู้อ่านมากยิ่งขึ้น
บทที่ 4
การนำไปประยุกต์ใช้
การนำไปประยุกต์ใช้ส่วนใหญ่จะเป็นการนำเนื้อเรื่องไปลำเป็นส่วนหนึ่งในการนำไปประกอปอาชีพของผู้ที่มีอาชีพเป็นหมอลำในทำนอนกลอนต่าง
ๆ เช่น
ลำเรื่องต่อกลอนเรื่อง
นกกระจอกน้อย
ของคณะเพชรอุบล โดย คุณป.ฉลาดน้อย ส่งเสริม
บทที่ 5
สรุปแผนภาพอินโฟกราฟฟิค

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น